หลุมสิวคืออะไร?
“หลุมสิว” เป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่พบได้บ่อย และมักจะเป็นสิ่งที่หลงเหลือหลังจากการอักเสบของสิวหายไปแล้วครับ หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นแค่ “รอยสิว” แต่จริงๆ แล้ว
หลุมสิว (Acne Scar) คือแผลเป็นชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเป็นร่องหรือหลุมลงไปในผิวหนัง ซึ่งเกิดจากการที่เนื้อเยื่อผิวบริเวณนั้นถูกทำลายอย่างถาวร ไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้เหมือนเดิม
หลุมสิวต่างจากรอยสิวทั่วไปยังไง?
รอยสิวธรรมดา มักจะเป็นแค่สีแดงหรือน้ำตาลจากการอักเสบ ซึ่งสามารถจางหายได้เองตามเวลา หรืออาจเร่งการฟื้นฟูด้วยยาทาและการดูแลผิวที่เหมาะสม
แต่หลุมสิว คือรอยแผลที่เกิดจากการยุบตัวของเนื้อเยื่อผิว โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดสิวอักเสบรุนแรง เช่น สิวหัวช้าง หรือสิวหนองขนาดใหญ่ หากกดหรือแกะสิวแรงๆ ก็ยิ่งเสี่ยงทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อผิวลึกลงไปจนกลายเป็นหลุมครับ
ลักษณะของหลุมสิวมีกี่แบบ?
หลุมสิวมีหลายลักษณะ และแต่ละแบบจะตอบสนองต่อการรักษาต่างกันไป หมอขอเล่าให้เข้าใจคร่าวๆ ก่อนนะครับ (รายละเอียดเจาะลึกแต่ละประเภทจะอยู่ในหัวข้อถัดไป)
- หลุมสิวแบบหลุมเข็ม (Ice Pick Scar) – ลึก แคบ เป็นเหมือนรูเข็ม
- หลุมสิวแบบกล่อง (Boxcar Scar) – ขอบชัด ลึกปานกลาง เป็นเหลี่ยมๆ คล้ายกล่อง
- หลุมสิวแบบคลื่น (Rolling Scar) – ขอบไม่ชัด ผิวเป็นคลื่นๆ ดูลึกแต่ไม่ชัดเจน
หลุมสิวจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่ยังเกี่ยวข้องกับโครงสร้างผิวที่ถูกทำลายลงไปด้วยครับ การรักษาที่ได้ผลจึงต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ลงลึกถึงชั้นผิว เช่น การใช้เลเซอร์, คลื่นพลังงาน หรือหัตถการเฉพาะทาง ซึ่งเราจะพูดถึงในหัวข้อถัดไป
หลุมสิวเกิดจากอะไร?
จริงๆ แล้วหลุมสิวไม่ได้เกิดจาก “
สิว” เพียงอย่างเดียวครับ แต่เกิดจากกระบวนการ
ฟื้นฟูตัวเองของผิว หลังจากการอักเสบที่รุนแรงของสิว ซึ่งบางครั้งอาจไม่ได้ฟื้นฟูได้สมบูรณ์ ส่งผลให้เกิด “
ร่องลึก” หรือ “
หลุม” ขึ้นแทนที่เนื้อเยื่อเดิมที่ถูกทำลาย
สาเหตุที่ทำให้เกิดหลุมสิว
- การอักเสบของสิวที่ลุกลามลึกลงไปถึงชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) สิวอักเสบ โดยเฉพาะสิวหัวช้าง หรือสิวซีสต์ มักทำลายคอลลาเจนและเนื้อเยื่อใต้ผิว เมื่อลดการอักเสบลดลง ผิวจะพยายามซ่อมแซมตัวเอง แต่ถ้าไม่สามารถสร้างเนื้อเยื่อได้พอ ก็จะเกิดเป็นหลุมสิวแทนครับ
- พฤติกรรมกดสิว แกะสิว หรือบีบสิวแรงๆ การกระทำเหล่านี้จะเร่งให้สิวอักเสบมากขึ้น และทำให้ผิวถูกทำลายลึกกว่าเดิม ส่งผลให้เนื้อเยื่อเสียหายมากขึ้น จนร่างกายซ่อมแซมได้ไม่เต็มที่
- การติดเชื้อแบคทีเรียในรูขุมขน เมื่อมีการอุดตันของไขมันในรูขุมขน ร่วมกับเชื้อแบคทีเรีย Propionibacterium acnes จะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบลึกและส่งผลต่อชั้นโครงสร้างผิว
- พันธุกรรมและปัจจัยผิวเฉพาะบุคคล บางคนถึงแม้จะเป็นสิวไม่รุนแรง แต่ก็มีแนวโน้มเกิดหลุมสิวได้ง่ายกว่าคนอื่น อันนี้เป็นเรื่องของโครงสร้างผิวและกลไกการสร้างคอลลาเจนครับ
ทำไมบางคนเป็นหลุมสิวง่ายกว่าคนอื่น?
จากประสบการณ์ของหมอเอง สำหรับคนที่
ผิวบาง, ผิวแพ้ง่าย หรือมีปัญหาคอลลาเจนอยู่แล้ว คนที่
ไม่รักษาสิวตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ปล่อยให้อักเสบลุกลาม หรือแม้แต่คนที่
ใช้ผลิตภัณฑ์ไม่เหมาะกับผิว จนทำให้สิวแย่ลง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดหลุมสิวได้ง่ายขึ้นครับ
หลุมสิวมีกี่ประเภท?
หลุมสิวไม่ได้มีลักษณะเหมือนกันหมดนะครับ แต่ละแบบมีความลึก ความกว้าง และโครงสร้างของผิวที่เสียหายต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อวิธีการรักษาโดยตรง ในทางการแพทย์ เราแบ่งหลุมสิวออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้ครับ
1. หลุมสิวแบบ Ice Pick Scar
- ลักษณะ: เป็นหลุมเล็กๆ ลึกๆ คล้ายถูกเจาะด้วยเข็ม หรือรูเข็มจิ๋ว
- ความลึก: ลึกทะลุถึงชั้นผิวหนังแท้ (dermis) และอาจถึงชั้นไขมันใต้ผิว
- ปัญหา: รักษายากที่สุด เพราะเนื้อเยื่อเสียหายลึก
- วิธีรักษาที่ใช้บ่อย: TCA CROSS, เลเซอร์แบบ Fractional Ablative, RF Microneedling (Sylfirm X Plus)
2. หลุมสิวแบบ Boxcar Scar
- ลักษณะ: เป็นหลุมกว้าง มีขอบชัดเจน คล้ายกล่องหรือแอ่ง
- ความลึก: ปานกลาง ไม่ลึกเท่า Ice Pick
- ปัญหา: ทำให้ผิวดูขรุขระเห็นชัดเมื่อกระทบแสง
- วิธีรักษาที่ใช้บ่อย: เลเซอร์ CO2, Erbium YAG, RF Microneedling, Subcision
3. หลุมสิวแบบ Rolling Scar
- ลักษณะ: ผิวเป็นคลื่นๆ ไม่เรียบ ขอบไม่ชัดเจน
- ความลึก: มักอยู่ในชั้นใต้ผิวลึก (subcutaneous tissue)
- ปัญหา: ทำให้หน้าดูไม่เรียบ แต่จะเห็นชัดตอนแสงตกกระทบข้างๆ
- วิธีรักษาที่ใช้บ่อย: Subcision (ตัดพังผืดใต้ผิว), ฟิลเลอร์, RF Microneedling, เลเซอร์บางชนิด
วิธีสังเกตหลุมสิวแต่ละประเภท (เบื้องต้น)
- ถ้ามองแล้ว เป็นรูจิ๋วลึกๆ = Ice Pick
- ถ้ามีลักษณะ เหลี่ยมๆ ชัดๆ กว้างๆ = Boxcar
- ถ้ามองจากด้านข้างแล้ว ผิวดูเป็นคลื่น ไม่สม่ำเสมอ = Rolling
รักษาหลุมสิวยังไงให้ได้ผลจริง?
การรักษาหลุมสิวให้ได้ผลจริง จำเป็นต้องอิงกับ “
ประเภทของหลุม” และ “
ระดับความลึกของปัญหา” เป็นหลักครับ เพราะหลุมสิวแต่ละแบบตอบสนองต่อวิธีรักษาไม่เหมือนกันเลย
ในปัจจุบัน การรักษาหลุมสิวที่ได้ผลชัดเจนที่สุดมักเป็นการรักษาโดยแพทย์ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะทาง ซึ่งสามารถลงลึกถึงโครงสร้างผิวที่เสียหายและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ได้โดยตรง
แนวทางการรักษาทางการแพทย์
- เลเซอร์รักษาหลุมสิว (Laser Resurfacing) ใช้เลเซอร์กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวและสร้างคอลลาเจน เช่น
- Fractional CO2 Laser: ตอบโจทย์หลุมสิวแบบ Boxcar และ Rolling
- Erbium YAG: สำหรับผิวบาง ลดรอยแดงหลังทำ
- Pico Laser (PicoSure, PicoWay): เจ็บน้อยกว่า และช่วยเรื่องรอยร่วมด้วย
- RF Microneedling (เช่น Sylfirm X Plus, Secret RF) เป็นการใช้คลื่นวิทยุร่วมกับเข็มขนาดเล็ก เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนในระดับลึก และทำลายพังผืดใต้หลุมสิว เหมาะมากสำหรับ Rolling และ Boxcar Scar ข้อดีเจ็บน้อยกว่าเลเซอร์, ฟื้นตัวไว, ปลอดภัยกับทุกสีผิว
- TCA CROSS หยดกรด TCA ลงในหลุมสิวแบบ Ice Pick โดยตรง เพื่อให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ในตำแหน่งนั้นโดยเฉพาะ เหมาะกับหลุมลึกๆ แบบ Ice Pick ที่เลเซอร์แก้ไม่ไหว ต้องทำโดยแพทย์เท่านั้น เพราะถ้าเข้าผิวข้างเคียงอาจเกิดรอยไหม้ได้
- Subcision (ตัดพังผืดใต้หลุมสิว)
ใช้เข็มปลายทู่สอดเข้าใต้ผิว แล้วตัดพังผืดที่ยึดผิวไว้ไม่ให้เรียบ เหมาะกับ Rolling Scar และหลุมที่มีพังผืดดึงรั้ง ทำคู่กับฟิลเลอร์หรือ RF Microneedling จะยิ่งเห็นผลไว
- ฟิลเลอร์ (Filler) ใช้เติมเต็มใต้หลุมสิวที่ลึกและเป็นพังผืด เช่น Rolling หรือ Boxcar คุณหมออาจใช้ฟิลเลอร์ชั่วคราวเพื่อประเมินผลก่อนเข้าสู่การรักษาถาวร
รักษาหลุมสิวด้วยวิธีธรรมชาติ ได้ไหม?
โดยทั่วไป วิธีธรรมชาติอย่างเช่นทาเซรั่มวิตามินซี หรือกรดผลไม้ (AHA/BHA) อาจช่วยผลัดผิว และลดรอยตื้นๆ ได้เล็กน้อยครับ แต่ไม่สามารถซ่อมแซมเนื้อเยื่อผิวลึกๆ ที่เสียหายแล้วได้แบบการรักษาทางการแพทย์
การเลือกวิธีรักษาให้เหมาะกับหลุมสิวแต่ละประเภท
แม้จะมีเทคโนโลยีหลากหลาย แต่หากเลือกวิธีไม่เหมาะกับชนิดของหลุม ก็อาจทำให้ผลลัพธ์ออกมาไม่ชัด หรือเสียเวลาโดยไม่จำเป็นครับ
1. Ice Pick Scar (หลุมสิวลึกเป็นรูเข็ม)
ลักษณะ: รูเล็กและลึก คล้ายถูกเจาะด้วยเข็ม
รักษาให้ได้ผล หมอแนะนำ:
- TCA CROSS ➜ ตอบโจทย์ที่สุด เพราะเข้าตรงจุดในรูเล็ก
- เลเซอร์ Ablative (CO2, Er:YAG) ➜ ช่วยกรณีหลุมไม่ลึกมาก
- Punch Excision ➜ กรณีลึกมากและไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น
หมายเหตุ: Ice Pick เป็นชนิดที่รักษายากที่สุด ต้องอาศัยความต่อเนื่องและเทคนิคเฉพาะทาง
2. Boxcar Scar (หลุมมีขอบชัด กว้างและลึกปานกลาง)
ลักษณะ: หลุมเหลี่ยม ขอบชัด ผิวดูขรุขระ
รักษาให้ได้ผล หมอแนะนำ:
- Fractional CO2 หรือ Er:YAG Laser ➜ ลดขอบหลุมให้เรียบ
- RF Microneedling (เช่น Sylfirm X) ➜ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนลึกๆ
- Subcision + ฟิลเลอร์ ➜ เติมเต็มและตัดพังผืดให้ผิวดูเรียบขึ้น
กรณีผิวบาง/แพ้ง่าย ➜ ควรใช้พลังงานต่ำ หรือใช้เลเซอร์ชนิดไม่ลอกผิว เช่น Pico หรือ Non-Ablative Laser
3. Rolling Scar (หลุมสิวเป็นคลื่น ไม่มีขอบชัด)
ลักษณะ: ผิวเป็นคลื่น ดูไม่เรียบเมื่อกระทบแสง
รักษาให้ได้ผล หมอแนะนำ:
- Subcision ➜ ตัดพังผืดใต้หลุมให้ผิวยกขึ้น
- RF Microneedling (Secret RF, Sylfirm X Plus) ➜ กระตุ้นคอลลาเจนลึก
- ฟิลเลอร์ ➜ ใช้เติมหลังตัดพังผืด เพื่อผลลัพธ์ที่เร็วขึ้น
Subcision ร่วมกับฟิลเลอร์ให้ผลลัพธ์ดีกว่าการทำเลเซอร์เพียงอย่างเดียวในกรณี Rolling Scar.
แนะนำเพิ่มเติม
- ผิวคล้ำ / ผิวแพ้ง่าย ➜ ควรเลี่ยงเลเซอร์แบบลอกผิว (Ablative) และเน้น RF Microneedling หรือเลเซอร์แบบไม่ลอกผิวแทน
- กรณีมีหลายประเภทผสมกัน ➜ ใช้การรักษาหลายเทคนิคผสมผสานร่วมกัน เช่น Subcision + RF Microneedling + ฟิลเลอร์
การรักษาหลุมสิวแบบไหนเหมาะกับใครบ้าง?
การรักษาหลุมสิวไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกคนหรือทุกเวลาเสมอไปนะครับ หมอจะช่วยวิเคราะห์ให้ชัดว่าใครบ้างที่เหมาะสม และในสถานการณ์ไหนควรเลี่ยงการรักษาชั่วคราว
อายุที่เหมาะสมในการรักษาหลุมสิว
จริงๆ แล้วการรักษาหลุมสิวสามารถทำได้ตั้งแต่
ช่วงวัยรุ่นตอนปลาย จนถึงวัยผู้ใหญ่เลยครับ โดยทั่วไป หมอจะแนะนำให้เริ่มรักษาเมื่อ สิว
หยุดอักเสบแล้วอย่างน้อย 3-6 เดือน สภาพผิว
มีความเสถียร ไม่ไวต่อการอักเสบง่าย มีการพักผ่อน ดูแลผิว และสุขภาพโดยรวมที่ดี
คนที่ยังมีสิวอยู่ รักษาหลุมสิวได้ไหม?
ไม่แนะนำให้รักษาหลุมสิวในขณะที่ยังมีสิวอักเสบ ครับ เพราะการทำเลเซอร์หรือหัตถการบางชนิดอาจกระตุ้นการอักเสบหรือรบกวนผิวที่ยังไม่สมบูรณ์
| สถานการณ์ |
ควรทำ |
ไม่ควรทำ |
| ยังมีสิวอักเสบทุกสัปดาห์ |
❌ ไม่ควรรักษาหลุมสิว |
✔️ รักษาสิวให้หายก่อน |
| มีรอยสิวกับหลุมสิว แต่ไม่มีสิวอักเสบใหม่ |
✔️ เริ่มรักษาหลุมสิวได้ |
❌ หลีกเลี่ยงถ้ายังระคายเคือง |
| ผิวแพ้ง่าย มีอาการลอกแดงบ่อย |
❌ รอให้ผิวแข็งแรงก่อน |
✔️ ประเมินโดยแพทย์ |
ผลลัพธ์จากการรักษาหลุมสิวเป็นอย่างไร?
การรักษาหลุมสิวสามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีได้จริงครับ โดยเฉพาะเมื่อใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพผิว และรักษาต่อเนื่องตามแผนที่แพทย์วางไว้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หมออยากเน้นคือ
“หลุมสิวดีขึ้นได้มาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเรียบ 100% ทุกคน” ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความลึกของหลุม สิ่งที่เคยทำมาแล้ว และการตอบสนองของร่างกายแต่ละคนครับ
ผิวเรียบขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน?
จากงานวิจัยปี 2023 ใน
Journal of Dermatologic Surgery พบว่า
- เลเซอร์ Fractional CO2 ให้ผลลัพธ์ปรับเรียบผิวได้เฉลี่ย 50-70% หลังทำ 3–5 ครั้ง
- RF Microneedling (เช่น Sylfirm X, Secret RF) ให้ผลดีเทียบเท่าเลเซอร์ และเสี่ยงการระคายเคืองน้อยกว่า
- Subcision ร่วมกับฟิลเลอร์ สามารถให้ผลลัพธ์เร็วและชัดเจน โดยเฉพาะกับ Rolling Scar
หมายเหตุ: การเห็นผลชัดเจนมักเริ่มจากครั้งที่ 2-3 ขึ้นไป ไม่ใช่ครั้งเดียวแล้วเรียบเลยครับ
ควรรักษากี่ครั้งถึงเห็นผล?
| วิธีรักษา |
จำนวนครั้งที่แนะนำ |
ระยะห่างแต่ละครั้ง |
| เลเซอร์ CO2 / Er:YAG |
3–5 ครั้ง |
ทุก 4–6 สัปดาห์ |
| RF Microneedling |
3–6 ครั้ง |
ทุก 3–4 สัปดาห์ |
| TCA CROSS |
2–5 ครั้ง |
ทุก 4 สัปดาห์ |
| Subcision + ฟิลเลอร์ |
1–2 ครั้ง |
ห่างกัน 6 เดือน |
หลุมสิวรักษาหายขาดได้ไหม?
หลุมสิวไม่สามารถหายขาด 100% ได้ในทุกกรณี แต่สามารถ “ดีขึ้นอย่างชัดเจน” จนแต่งหน้าไม่ติดร่อง หรือไม่เห็นหลุมเมื่อถ่ายรูป หมอมีคนไข้หลายคนที่ผิวดีขึ้นจนไม่ต้องแต่งหน้ากลบ หรือไม่รู้สึกเสียความมั่นใจอีกต่อไปเลยครับ
ขั้นตอนการรักษาหลุมสิวโดยแพทย์
การรักษาหลุมสิวไม่ได้เป็นแค่การยิงเลเซอร์แล้วจบในครั้งเดียวนะครับ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องมีการวางแผน ร่วมมือ และติดตามผลระยะยาว โดยมีขั้นตอนดังนี้ครับ:
1. การประเมินผิวและวางแผนการรักษา
- แพทย์จะตรวจลักษณะหลุมสิวอย่างละเอียด: ชนิด ความลึก พังผืด
- อาจมีการใช้แสงหรือกล้องขยายดูโครงสร้างผิว
- ถ่ายรูปก่อนทำ เพื่อใช้เปรียบเทียบผลลัพธ์
- วางแผนการรักษาแบบ “เฉพาะบุคคล” เช่น:
- ผสมเทคนิคหลายอย่าง (เลเซอร์ + Subcision + ฟิลเลอร์)
- กำหนดจำนวนครั้ง และระยะห่างของแต่ละรอบ
ตัวอย่างเช่น คนที่มีหลุม Ice Pick และ Rolling พร้อมกัน อาจได้แผนรักษาแบบ TCA CROSS + Subcision + RF Microneedling ควบคู่กัน
2. เตรียมตัวก่อนเข้ารับการรักษา
- หยุดใช้ Retinol, AHA, BHA อย่างน้อย 3–7 วันก่อนทำ
- หากมีประวัติเคยเป็นเริม แพทย์อาจให้ยาป้องกัน
- งดแว็กซ์ ขัดหน้า หรือทรีตเมนต์ที่ระคายผิว
- แนะนำให้พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ
3. ขั้นตอนระหว่างทำ
ขึ้นอยู่กับวิธีที่เลือก
- เลเซอร์: ทายาชาเฉพาะที่ ยิงเลเซอร์ใช้เวลา 20–45 นาที
- RF Microneedling: ทายาชา เจาะพร้อมส่งพลังงาน RF ลึกถึงชั้นผิว
- TCA CROSS: หยดกรด TCA จุดต่อจุดในหลุม
- Subcision: ใช้เข็มปลายทู่สอดใต้ผิวเพื่อตัดพังผืด
- ฟิลเลอร์: เติมใต้หลุมหลังทำ Subcision เพื่อผลทันที
4. หลังการรักษา
- ผิวอาจมีอาการแดง บวม หรือรู้สึกตึงเล็กน้อยภายใน 1–3 วัน
- หลีกเลี่ยงแสงแดด และงดแต่งหน้าประมาณ 1–3 วัน (ตามหัตถการ)
- ใช้สกินแคร์ที่อ่อนโยนและช่วยซ่อมแซมผิว เช่น กลุ่ม B5, Cica, Ceramide
- แพทย์อาจให้ยาทาหรือยากินลดการอักเสบร่วมด้วย
หมอจะนัดติดตามผลทุก 3–4 สัปดาห์ เพื่อปรับแผนหากจำเป็น
การดูแลผิวหลังรักษาหลุมสิว
หลังจากรับการรักษาหลุมสิว ไม่ว่าจะเป็นเลเซอร์ RF หรือหัตถการอื่นๆ ผิวของเราจะอยู่ในภาวะที่บอบบางและต้องการการฟื้นฟูอย่างอ่อนโยน หมอขอแนะนำขั้นตอนการดูแลอย่างถูกต้องตามนี้ครับ
ข้อควรระวังหลังทำเลเซอร์หรือหัตถการ
- งดแต่งหน้า 1–3 วันแรก โดยเฉพาะหลังเลเซอร์หรือ RF เพราะรูขุมขนยังเปิดและผิวบอบบาง
- หลีกเลี่ยงแสงแดดอย่างเข้มงวด 1–2 สัปดาห์ แนะนำให้ใส่หมวกปีกกว้าง, ใส่หน้ากาก, ทาครีมกันแดดแบบ Physical (เช่น Zinc oxide, Titanium dioxide)
- งดกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกหรือร้อนจัด เช่น ซาวน่า วิ่งกลางแดด หรือออกกำลังกายหนักใน 48 ชม. แรก
- หลีกเลี่ยงสกินแคร์ที่ระคายเคืองผิว เช่น AHA, BHA, Retinol, Vitamin C ความเข้มข้นสูง
สกินแคร์ที่ควรใช้หลังการรักษา
- เจลหรือครีมกลุ่มบำรุง Barrier ผิว: เช่น กลุ่ม Panthenol (B5), Madecassoside (Cica), Ceramide ช่วยให้ผิวสมานแผลเร็วขึ้น ลดการลอกและแห้งตึง
- ครีมกันแดดสูตรอ่อนโยน ค่า SPF50+ PA+++ และไม่มีแอลกอฮอล์ หรือสารกันเสียแรงๆ หากผิวบอบบาง อาจใช้กันแดดแบบครีม (ไม่ใช่เจล) จะสบายผิวมากกว่า
- สเปรย์น้ำแร่ / สเปรย์ปลอบผิว ใช้ฉีดให้เย็นระหว่างวัน ช่วยลดการระคายเคือง
พฤติกรรมที่ช่วยให้ผิวฟื้นตัวเร็วขึ้น
- ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร เพื่อให้ผิวมีความชุ่มชื้นจากภายใน
- พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะช่วงที่เรานอน ร่างกายจะซ่อมแซมผิวได้ดีที่สุด
- รับประทานอาหารที่มี Zinc, Vitamin A, C, E ช่วยในการสร้างคอลลาเจนใหม่
แนะนำเพิ่มเติม: ช่วง 7 วันหลังการรักษา คือ “ช่วงทองของการฟื้นฟูผิว” ยิ่งดูแลดีเท่าไหร่ โอกาสที่ผิวจะเรียบ สม่ำเสมอ และรอยแดงหายไวก็จะยิ่งสูงครับ
รักษาหลุมสิวราคาเท่าไหร่?
ราคาการรักษาหลุมสิวอาจมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น เทคโนโลยีที่ใช้ ประสบการณ์ของแพทย์ และจำนวนครั้งที่ต้องทำเพื่อให้เห็นผลชัดเจนครับ
ราคา/ครั้ง (บาท)
| วิธีรักษา |
หมายเหตุ |
|
| Fractional CO2 Laser |
3,000 – 8,000 |
ยิ่งคลินิกที่ใช้เครื่องแท้ ราคาจะสูงขึ้นเล็กน้อย |
| RF Microneedling (เช่น Sylfirm X, Secret RF) |
6,000 – 15,000 |
ปลอดภัยกับทุกสีผิว เหมาะกับ Rolling / Boxcar |
| TCA CROSS |
1,000 – 3,000 |
ราคาต่อจุด หรือคอร์สรวมหลายจุด |
| Subcision (ตัดพังผืด) |
5,000 – 12,000 |
อาจรวมยาชาและค่าบริการแพทย์ |
| ฟิลเลอร์หลุมสิว (Dermal Filler) |
8,000 – 18,000 / 1 cc |
เห็นผลเร็ว แต่ผลอยู่ได้นานประมาณ 1 ปี |
หลุมสิวมีอันตรายไหม?
ในแง่ของ “ตัวหลุมสิว” เองนั้น
ไม่ใช่ภาวะอันตราย ครับ แต่สิ่งที่อาจเป็นปัญหาคือ “ผลกระทบต่อจิตใจ” เช่น ความไม่มั่นใจ หรือความเครียดจากรูปลักษณ์ และที่สำคัญคือ
ผลข้างเคียงจากการรักษา หากทำโดยไม่มีความรู้หรือไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษาหลุมสิว
- ผิวไหม้ / รอยดำถาวร (PIH) มักเกิดจากเลเซอร์ที่ใช้พลังงานสูงเกินไป โดยเฉพาะกับผิวสีคล้ำ
- ติดเชื้อหลังทำหัตถการ หากทำในสถานที่ที่ไม่สะอาด หรือดูแลหลังทำไม่เหมาะสม
- อาการแพ้หรือระคายเคือง บางคนอาจแพ้ยาชา หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้หลังเลเซอร์
- รอยแผล หรือหลุมแย่ลง เกิดได้จากการทำหัตถการแบบผิดเทคนิค เช่น TCA CROSS ที่หยดเกินขอบหลุม หรือ Subcision ที่ไม่แม่นยำ
รักษาหลุมสิวครั้งแรก เห็นผลเลยไหม?
บางคนอาจรู้สึกผิวเรียบขึ้นเล็กน้อยตั้งแต่ครั้งแรก โดยเฉพาะหากทำ Subcision หรือฉีดฟิลเลอร์ร่วมด้วย แต่โดยทั่วไปแล้ว…การเปลี่ยนแปลงชัดเจนจะเริ่มเห็น
หลังการรักษา 2–3 ครั้งขึ้นไป
เนื่องจากผิวต้องใช้เวลาในการสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งมักใช้เวลาประมาณ
4–8 สัปดาห์ต่อรอบ ขึ้นกับแต่ละเทคนิค
ควรรักษาหลายครั้งไหมถึงจะเห็นผลชัดเจน?
| วิธีรักษา |
ระยะเวลาเริ่มเห็นผล |
จำนวนครั้งที่แนะนำ |
| เลเซอร์ CO2 / Er:YAG |
4–6 สัปดาห์ |
3–5 ครั้ง |
| RF Microneedling (Sylfirm X) |
3–4 สัปดาห์ |
3–6 ครั้ง |
| TCA CROSS |
1 เดือน |
2–5 ครั้ง |
| Subcision + ฟิลเลอร์ |
เห็นผลบางส่วนทันที |
1–2 ครั้ง |
| ฟิลเลอร์เดี่ยว |
เห็นผลทันที |
อยู่ได้นาน 6–12 เดือน |
สรุป
หลุมสิวเป็นปัญหาผิวที่เกิดจากการอักเสบลึกของสิวจนผิวสร้างคอลลาเจนใหม่ไม่ทัน ส่งผลให้เกิดร่องลึกที่รักษาเองไม่ได้ การรักษาที่ได้ผลต้องอิงกับประเภทของหลุม เช่น Ice Pick, Boxcar หรือ Rolling โดยใช้เทคโนโลยีเฉพาะทาง เช่น เลเซอร์,
RF Microneedling (Sylfirm X Plus), Subcision หรือ TCA CROSS ร่วมกับการดูแลผิวหลังทำอย่างถูกต้อง ผลลัพธ์จะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อทำต่อเนื่อง โดยเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนหลัง 2–3 ครั้งขึ้นไป ที่สำคัญควรเลือกคลินิกที่ใช้เครื่องแท้ มีใบรับรอง และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เพื่อให้ปลอดภัยและได้ผลจริง Smooth Clinic ยินดีให้บริการครับ